หากกำลังมองหาเมนูทำขายง่าย ๆ กำไรดีสำหรับเริ่มต้นอาชีพเสริมหรือสร้างธุรกิจอาหาร สิ่งสำคัญคือการเลือกเมนูที่ทำไม่ซับซ้อน ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย และเหมาะกับกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการขายในตลาดนัด ขายหน้าโรงเรียน ขายออนไลน์ หรือเพิ่มสินค้าให้ร้านกาแฟ

Miss Mamon รวบรวมสูตรของหวานและอาหารคาวที่นำไปปรับใช้ได้ พร้อมส่วนผสม วิธีทำ และแนวทางคำนวณต้นทุนเบื้องต้น เพื่อช่วยวางแผนการขายให้เหมาะกับงบประมาณ รวมถึงทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากขายเบเกอรี่โดยไม่ต้องผลิตขนมทุกชนิดเอง

Key Takeaway

    • รวม 15 เมนูทำขายง่าย ๆ กำไรดี ทั้งของหวานและอาหารคาว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่อยากเพิ่มเมนูให้ธุรกิจ
    • เลือกเมนูให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าและช่องทางขาย เช่น ตลาดนัด หน้าโรงเรียน ร้านกาแฟ หรือขายออนไลน์
    • คำนวณต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อนตั้งราคา เพื่อวางแผนกำไรได้เหมาะสม
    • เริ่มจากการทดลองขายในปริมาณไม่มาก พร้อมจดบันทึกยอดขายเพื่อปรับการผลิตและลดของเหลือ
    • หากไม่สะดวกผลิตขนมเองทั้งหมด สามารถพิจารณาเบเกอรี่ขายส่งจาก Miss Mamon เพื่อเพิ่มตัวเลือกสินค้าให้เหมาะกับธุรกิจค่ะ
สารบัญบทความ

รวมสูตรเมนูทำขายง่าย ๆ กำไรดี ทั้งของหวานและของคาว

การเลือกว่าจะขายอะไรดี ควรพิจารณาความถนัด งบประมาณ อุปกรณ์ และกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก สูตรต่อไปนี้เป็นไอเดียสำหรับผู้เริ่มต้น โดยสามารถปรับปริมาณและรสชาติตามความเหมาะสมได้

1. ขนมปังแพและขนมปังมินิบอล

ขนมปังแพและขนมปังมินิบอล
ขนมปังแพและขนมปังมินิบอล 01

ขนมปังแพและขนมปังมินิบอลเป็นเมนูเบเกอรี่ที่ทำขายได้หลายรูปแบบ เหมาะสำหรับจำหน่ายเป็นชิ้น จัดชุดของว่าง หรือเสิร์ฟคู่เครื่องดื่ม โดยสามารถปรับขนาดและเพิ่มไส้ให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าได้

ส่วนผสม

    • แป้งขนมปัง 250 กรัม
    • ยีสต์แห้ง 4 กรัม
    • น้ำตาลทราย 25-30 กรัม
    • เกลือ 3 กรัม
    • นมสดอุ่น 150 มิลลิลิตร
    • เนยสดชนิดจืด 25-30 กรัม

วิธีทำ

    1. ผสมแป้งขนมปัง ยีสต์แห้ง น้ำตาลทราย และเกลือให้เข้ากัน
    2. เติมนมสดอุ่นแล้วนวดจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน จากนั้นใส่เนยสดและนวดต่อจนแป้งเนียนและยืดหยุ่น
    3. คลุมแป้งด้วยผ้าหรือพลาสติกแรป พักจนขึ้นฟูประมาณ 2 เท่า
    4. แบ่งแป้งเป็นก้อนตามขนาดที่ต้องการ หากทำขนมปังแพให้ปั้นเป็นก้อนขนาดใกล้เคียงกันแล้วเรียงลงในพิมพ์ ส่วนขนมปังมินิบอลให้แบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วคลึงเป็นทรงกลม เรียงลงบนถาดอบโดยเว้นระยะห่าง
    5. พักแป้งให้ขึ้นฟูอีกครั้ง จากนั้นอบที่อุณหภูมิ 170-180 องศาเซลเซียสจนขนมปังสุกและมีสีเหลืองทอง
    6. นำออกจากเตาอบ พักให้คลายร้อนก่อนบรรจุใส่ถุงหรือกล่อง

แนวทางต่อยอดเมนู: เพิ่มไส้หวาน เช่น สังขยาใบเตย ช็อกโกแลต คัสตาร์ด หรือเนยน้ำตาล และไส้คาว เช่น หมูหยอง แฮมชีส หรือไส้กรอก เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้สินค้า นอกจากนี้ ยังสามารถจัดขนมปังมินิบอลหลายรสชาติไว้ในกล่องเดียว เหมาะสำหรับจำหน่ายเป็นของว่างในโรงเรียน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร งานประชุม งานเลี้ยง และชุดเบรก โดยควรกำหนดขนาดต่อชิ้นให้สม่ำเสมอ เพื่อควบคุมต้นทุนและวางแผนราคาขายได้ง่ายขึ้นค่ะ

2. มาม่อนเค้ก

มาม่อนเค้กเนื้อนุ่ม

มาม่อนเค้กเป็นขนมเค้กเนื้อนุ่มฟู เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับชาและกาแฟ หรือจัดเป็นของว่างสำหรับงานประชุมและงานเลี้ยง สามารถเพิ่มท็อปปิง เช่น ชีส ฝอยทอง หรือช็อกโกแลต เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้เมนูได้ค่ะ

ส่วนผสม (ประมาณ 8-10 ชิ้น)

    • แป้งเค้ก 100 กรัม
    • ไข่ไก่ 4 ฟอง (แยกไข่แดงและไข่ขาว)
    • น้ำตาลทราย 80 กรัม
    • นมสด 40 มิลลิลิตร
    • น้ำมันพืช 35 มิลลิลิตร
    • ผงฟู 1/2 ช้อนชา
    • เกลือ 1/4 ช้อนชา
    • ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา (สำหรับตีไข่ขาว)
    • ชีสขูดหรือฝอยทองสำหรับตกแต่ง ตามชอบ

วิธีทำ

    1. เตรียมส่วนผสม (10 นาที) ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน จากนั้นผสมนมสด น้ำมันพืช และไข่แดงให้เข้ากัน
    2. ผสมแป้ง (5 นาที) เติมส่วนผสมแป้งลงในส่วนผสมไข่แดง คนเบา ๆ จนเนียนและไม่เหลือเม็ดแป้ง
    3. ตีไข่ขาว (8-10 นาที) ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์จนเริ่มเป็นฟอง แล้วค่อย ๆ เติมน้ำตาลทราย ตีต่อจนตั้งยอดอ่อนถึงยอดกลาง
    4. ตะล่อมส่วนผสม (3-5 นาที) แบ่งเมอแรงก์ไข่ขาวใส่ส่วนผสมไข่แดง 2-3 รอบ แล้วตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน โดยระวังไม่ให้ส่วนผสมยุบมากเกินไป
    5. อบเค้ก (15-20 นาที) ตักส่วนผสมใส่พิมพ์กระดาษประมาณ 2/3 ของพิมพ์ โรยชีสหรือฝอยทองตามชอบ แล้วอบในเตาอบที่อุณหภูมิ 160-170 องศาเซลเซียส จนเค้กสุกและผิวมีสีเหลืองอ่อน ทั้งนี้ควรปรับเวลาให้เหมาะกับขนาดพิมพ์และเตาอบ
    6. พักให้เย็น (10-15 นาที) นำออกจากเตาอบและพักให้เย็นก่อนบรรจุ เพื่อช่วยลดการสะสมของไอน้ำในบรรจุภัณฑ์

เวลาที่ใช้โดยประมาณ: 50-65 นาที รวมเวลาเตรียมส่วนผสมและพักให้เย็น

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถทำมาม่อนเค้กหลายหน้า เช่น ชีส ฝอยทอง หรือช็อกโกแลต และจัดเป็นกล่องรวมรสชาติสำหรับขายเป็นของว่าง ของฝาก หรือ Snack Box โดยควรคำนวณต้นทุนต่อชิ้นและเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับรูปแบบการขายค่ะ

3. ครัวซองต์ใส่ไส้

ครัวซองต์ไส้หวานและไส้คาว

ส่วนผสม (สำหรับ 10 ชิ้น)

    • แป้งครัวซองต์สำเร็จรูป 10 ชิ้น (ประมาณ 60-80 กรัมต่อชิ้น)
    • ช็อกโกแลตหรือคัสตาร์ด 150-200 กรัม สำหรับไส้หวาน
    • แฮม 5 แผ่น และชีส 5 แผ่น สำหรับไส้คาว 5 ชิ้น
    • ไข่ไก่ 1 ฟอง สำหรับทาหน้าขนม (หากจำเป็น)

วิธีทำ

    1. เตรียมแป้ง (10-15 นาที หรือขึ้นอยู่กับชนิดแป้ง) หากใช้แป้งแช่แข็ง ให้ละลายและพักแป้งตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์ โดยเวลานี้อาจไม่นับรวมระยะเวลาละลายแป้ง
    2. ใส่ไส้และขึ้นรูป (10-15 นาที) แบ่งไส้ช็อกโกแลตหรือคัสตาร์ดประมาณ 15-20 กรัมต่อชิ้น สำหรับไส้คาวใช้แฮมครึ่งแผ่นและชีสครึ่งแผ่นต่อชิ้น จากนั้นห่อหรือม้วนแป้งให้เรียบร้อย
    3. พักแป้งให้ขึ้นฟู (30-90 นาที) สำหรับแป้งดิบที่ต้องพักก่อนอบ ให้ทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องและชนิดแป้ง
    4. ทาหน้าขนมและอบ (15-25 นาที) ตีไข่ไก่ให้เข้ากันแล้วทาบนผิวแป้งบาง ๆ หากสูตรกำหนดไว้ จากนั้นอบตามอุณหภูมิและเวลาที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ จนขนมสุกและมีสีเหลืองทอง
    5. พักให้คลายร้อน (10-15 นาที) นำครัวซองต์ออกจากเตาอบ พักบนตะแกรงก่อนบรรจุถุงหรือกล่อง เพื่อช่วยลดการสะสมของไอน้ำในบรรจุภัณฑ์

เวลาที่ใช้โดยประมาณ: 75-160 นาที ไม่รวมเวลาละลายแป้งที่อาจต้องใช้เพิ่มเติม และขึ้นอยู่กับระยะพักแป้งของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถเพิ่มตัวเลือกไส้หวาน เช่น ช็อกโกแลตและคัสตาร์ด รวมถึงไส้คาวอย่างแฮมชีสหรือไก่ปรุงรส เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทั้งของว่างและอาหารรองท้อง เหมาะกับร้านกาแฟ คาเฟ่ โรงแรม และร้านอาหารที่ต้องการเพิ่มเมนูเบเกอรี่ค่ะ

4. บราวนี่ช็อกโกแลต

บราวนี่ช็อกโกแลต

ส่วนผสม

    • ดาร์กช็อกโกแลต 150 กรัม
    • เนยสดชนิดจืด 100 กรัม
    • น้ำตาลทราย 120 กรัม
    • ไข่ไก่ 2 ฟอง
    • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 70 กรัม
    • ผงโกโก้ 15 กรัม
    • เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

    1. ละลายดาร์กช็อกโกแลตกับเนยสดด้วยวิธีตุ๋นหรือใช้ไมโครเวฟ จากนั้นคนให้เข้ากันและพักไว้ให้คลายร้อนค่ะ
    2. ตอกไข่ไก่ใส่ภาชนะ เติมน้ำตาลทราย แล้วใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันค่ะ
    3. เทส่วนผสมช็อกโกแลตที่ละลายไว้ลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นร่อนแป้งสาลี ผงโกโก้ และเกลือลงไปค่ะ
    4. ใช้พายยางคนส่วนผสมให้เข้ากันจนไม่เห็นผงแป้ง โดยไม่คนมากเกินไป จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษอบไว้ค่ะ
    5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียสจนสุกตามลักษณะเนื้อบราวนี่ที่ต้องการ พักให้เย็นสนิทก่อนตัดเป็นชิ้นและบรรจุค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: เพิ่มท็อปปิงอย่างอัลมอนด์ วอลนัต ช็อกโกแลตชิป หรือครีมตามความเหมาะสม รวมถึงปรับขนาดเป็นบราวนี่ชิ้นเล็ก บราวนี่บ็อกซ์ หรือชุดของขวัญ เหมาะกับการขายออนไลน์ ร้านกาแฟ และธุรกิจจัดเบรก โดยควรทดลองบรรจุภัณฑ์และวิธีจัดส่งเพื่อรักษาคุณภาพขนมค่ะ

สำหรับร้านที่ต้องการเพิ่มบราวนี่หลายรสชาติ เลือกบราวนี่แช่แข็งจาก Miss Mamon เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการวางแผนสินค้าค่ะ

5. ขนมปังเบอร์เกอร์

ขนมปังเบอร์เกอร์

ส่วนผสม

    • แป้งขนมปัง 250 กรัม
    • ยีสต์แห้ง 4 กรัม
    • น้ำตาลทราย 25 กรัม
    • เกลือ 3 กรัม
    • นมสดอุ่น 150 มิลลิลิตร
    • ไข่ไก่ 1 ฟอง
    • เนยสดชนิดจืด 25 กรัม

วิธีทำ

    1. ผสมแป้งขนมปัง ยีสต์แห้ง น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกันค่ะ
    2. เติมนมสดอุ่นและไข่ไก่ลงไป นวดจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน จากนั้นใส่เนยสดและนวดต่อจนแป้งเนียนค่ะ
    3. คลุมแป้งแล้วพักไว้จนขึ้นฟูประมาณ 2 เท่า จากนั้นแบ่งเป็นก้อนตามขนาดที่ต้องการค่ะ
    4. คลึงแป้งให้เป็นทรงกลม วางลงบนถาดอบและกดให้แบนเล็กน้อย จากนั้นพักให้แป้งขึ้นฟูอีกครั้งค่ะ
    5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 170-180 องศาเซลเซียสจนขนมปังสุกและมีสีเหลืองทอง พักให้เย็นก่อนนำไปประกอบเบอร์เกอร์ค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถนำขนมปังไปพัฒนาเป็นเบอร์เกอร์หมู เบอร์เกอร์ไก่ เบอร์เกอร์ปลา หรือเบอร์เกอร์ผัก รวมถึงปรับขนาดเป็นมินิเบอร์เกอร์สำหรับจัดชุดของว่าง เหมาะกับร้านอาหาร คาเฟ่ รถขายอาหาร และผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างเมนูเบอร์เกอร์เฉพาะของร้าน หากผลิตจำนวนมาก ควรทดลองขนาดขนมปังให้เหมาะกับไส้และรูปแบบการเสิร์ฟค่ะ

6. ข้าวกะเพราไก่

ข้าวกะเพราไก่

ส่วนผสม

    • ข้าวสวย 1 จาน
    • เนื้อไก่สับ 120 กรัม
    • ใบกะเพรา 1 กำมือ
    • กระเทียมสับ ตามชอบ
    • พริกสด ตามชอบ
    • น้ำปลา 1 ช้อนชา
    • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
    • ซอสปรุงรส ตามชอบ
    • น้ำมันพืช สำหรับผัด

วิธีทำ

    1. โขลกหรือสับกระเทียมกับพริกสดให้พอแหลก เตรียมไว้ค่ะ
    2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟปานกลาง จากนั้นใส่กระเทียมและพริกลงผัดจนมีกลิ่นหอมค่ะ
    3. ใส่เนื้อไก่สับลงไป ผัดจนเนื้อไก่เริ่มสุก แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรสค่ะ
    4. ผัดต่อจนเนื้อไก่สุกทั่วถึง จากนั้นใส่ใบกะเพราและผัดให้เข้ากันก่อนปิดไฟค่ะ
    5. ตักข้าวสวยใส่กล่อง ตามด้วยผัดกะเพราไก่ พร้อมเสิร์ฟค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบหลักเป็นหมูสับ เนื้อวัว หรือโปรตีนทางเลือก พร้อมเพิ่มตัวเลือกไข่ดาวและไข่เจียว เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้ตามความชอบ เหมาะกับร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวกล่อง และบริการอาหารสำหรับสำนักงาน โดยควรกำหนดปริมาณเนื้อสัตว์และระดับความเผ็ดให้ชัดเจนค่ะ

7. ข้าวไก่ทอด

ข้าวไก่ทอด

ส่วนผสม

    • ข้าวสวย 1 จาน
    • เนื้อไก่ 150 กรัม
    • กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
    • พริกไทย ตามชอบ
    • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
    • แป้งทอดกรอบ ตามปริมาณที่เหมาะสม
    • น้ำมันพืช สำหรับทอด
    • น้ำจิ้ม ตามชอบ

วิธีทำ

    1. หั่นเนื้อไก่เป็นชิ้นตามต้องการ จากนั้นหมักด้วยกระเทียม พริกไทย และซีอิ๊วขาว คลุกให้เข้ากันแล้วพักไว้ค่ะ
    2. นำไก่ที่หมักไว้ไปคลุกแป้งทอดกรอบให้ทั่ว หากแป้งหนาเกินไปสามารถสะบัดส่วนเกินออกได้ค่ะ
    3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอจนร้อนแล้วนำไก่ลงทอดจนสุกทั่วถึงและมีสีเหลืองทองค่ะ
    4. ตักไก่ขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อไก่สุกทั่วถึงก่อนนำไปเสิร์ฟค่ะ
    5. จัดข้าวสวยใส่กล่อง วางไก่ทอดไว้ด้านข้าง และแยกน้ำจิ้มในภาชนะอีกใบเพื่อสะดวกต่อการรับประทานค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: เพิ่มรสชาติให้ไก่ทอด เช่น กระเทียมพริกไทย ซอสเกาหลี หรือซอสเผ็ด และจัดชุดพร้อมข้าว ผัก หรือเครื่องเคียงตามความเหมาะสม เหมาะกับร้านอาหารจานเดียว ร้านข้าวกล่อง และร้านที่เน้นเมนูซื้อกลับบ้าน หากขายแบบเดลิเวอรี ควรเลือกกล่องที่แยกไก่ทอดออกจากซอสเพื่อลดความชื้นค่ะ

8. ข้าวหมูกระเทียม

ข้าวหมูกระเทียม

ส่วนผสม

    • ข้าวสวย 1 จาน
    • เนื้อหมูหั่นชิ้น 120 กรัม
    • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
    • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
    • ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
    • น้ำตาลทรายเล็กน้อย
    • น้ำมันพืช สำหรับผัด

วิธีทำ

    1. นำเนื้อหมูใส่ภาชนะ เติมซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลทรายเล็กน้อย คลุกให้เข้ากันแล้วพักไว้ค่ะ
    2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟปานกลาง จากนั้นใส่กระเทียมสับลงผัดจนหอมค่ะ
    3. ใส่เนื้อหมูที่หมักไว้ลงไป ผัดให้เข้ากันจนเนื้อหมูสุกทั่วถึงค่ะ
    4. ชิมรสและปรุงเพิ่มตามต้องการ จากนั้นปิดไฟและเตรียมจัดเสิร์ฟค่ะ
    5. ตักข้าวสวยใส่จานหรือกล่องอาหาร ตามด้วยหมูกระเทียม พร้อมรับประทานค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: ปรับจากหมูกระเทียมธรรมดาเป็นหมูกระเทียมพริกไทย หมูกระเทียมซอสเข้มข้น หรือเพิ่มไข่ดาวเป็นเมนูชุดได้ เหมาะกับร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวกล่อง และการจำหน่ายในพื้นที่สำนักงาน เพราะเป็นเมนูที่จัดเสิร์ฟได้สะดวก ทั้งนี้ ควรควบคุมปริมาณหมูและเครื่องปรุงเพื่อรักษาต้นทุนต่อกล่องค่ะ

9. สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ

สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ

ส่วนผสม

    • เส้นสปาเกตตีแห้ง 80-100 กรัม
    • หมูสับหรือไก่สับ 100 กรัม
    • ซอสมะเขือเทศ 3-4 ช้อนโต๊ะ
    • หอมหัวใหญ่สับ ตามชอบ
    • กระเทียมสับ ตามชอบ
    • เกลือและพริกไทย ตามชอบ
    • น้ำมันพืช สำหรับผัด

วิธีทำ

    1. ต้มน้ำให้เดือด ใส่เส้นสปาเกตตีลงไปต้มตามเวลาที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำค่ะ
    2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใส่กระเทียมและหอมหัวใหญ่ลงผัดจนมีกลิ่นหอมค่ะ
    3. เติมหมูสับหรือไก่สับลงไป ผัดจนเนื้อสัตว์สุกทั่วถึง จากนั้นใส่ซอสมะเขือเทศค่ะ
    4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ เติมน้ำเล็กน้อยหากซอสข้นเกินไป แล้วคนให้เข้ากันค่ะ
    5. ใส่เส้นสปาเกตตีลงคลุกกับซอสให้ทั่ว ตักใส่จานหรือกล่องอาหาร พร้อมเสิร์ฟค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถพัฒนาเป็นสปาเกตตีไก่ สปาเกตตีหมูสับ หรือเพิ่มชีสและเห็ดตามความเหมาะสม เพื่อสร้างตัวเลือกหลายระดับราคา เหมาะกับร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจข้าวกล่องที่ต้องการเพิ่มเมนูอาหารสไตล์ตะวันตก โดยควรทดสอบการเก็บรักษาและการขนส่ง เพื่อให้เส้นและซอสยังมีคุณภาพเมื่อนำไปรับประทานค่ะ

10. เค้กเนยสด

เค้กเนยสด

ส่วนผสม

    • แป้งเค้ก 150 กรัม
    • เนยสดชนิดจืด 100 กรัม
    • น้ำตาลทราย 100 กรัม
    • ไข่ไก่ 2 ฟอง
    • นมสด 50 มิลลิลิตร
    • ผงฟู 1 ช้อนชา

วิธีทำ

    1. นำเนยสดที่พักไว้จนนิ่มใส่ภาชนะ เติมน้ำตาลทราย แล้วตีจนส่วนผสมมีสีอ่อนและเนื้อฟูขึ้นค่ะ
    2. ตอกไข่ไก่ใส่ทีละฟอง ตีให้เข้ากันก่อนเติมไข่ฟองถัดไปค่ะ
    3. ร่อนแป้งเค้กกับผงฟูเข้าด้วยกัน จากนั้นทยอยใส่ลงในส่วนผสมเนย สลับกับการเติมนมสดค่ะ
    4. ใช้พายยางคนจนส่วนผสมเข้ากันดี แล้วเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ค่ะ
    5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียสจนเค้กสุก ตรวจสอบด้วยไม้ปลายแหลมก่อนนำออกจากเตา พักให้เย็นก่อนตัดแบ่งหรือบรรจุค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: ปรับรูปแบบเป็นเค้กชิ้นเล็ก เค้กจิ๋ว หรือเค้กถาดสำหรับแบ่งขาย พร้อมเพิ่มรสชาติ เช่น วานิลลา ช็อกโกแลต หรือใบเตยตามความเหมาะสม เหมาะกับร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และธุรกิจจัดเบรกที่ต้องการขนมรับประทานง่าย ควรกำหนดขนาดและน้ำหนักต่อชิ้นให้สม่ำเสมอ พร้อมเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันเนื้อเค้กเสียรูปค่ะ

11. พายหวานไส้ผลไม้

พายหวานไส้ผลไม้

ส่วนผสม (สำหรับ 10 ชิ้น)

    • แป้งพายสำเร็จรูป 10 แผ่น
    • ผลไม้หั่นเต๋า 300 กรัม เช่น แอปเปิล สับปะรด หรือผลไม้ตามชอบ
    • น้ำตาลทราย 40-60 กรัม ปรับตามความหวานของผลไม้
    • เนยสดชนิดจืด 20 กรัม
    • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา
    • น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับละลายแป้งข้าวโพด

วิธีทำ

    1. เตรียมไส้ผลไม้ (10-15 นาที) หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นใส่ลงในกระทะพร้อมน้ำตาลทรายและเนยสด ตั้งไฟกลางประมาณ 5-10 นาที หรือจนผลไม้เริ่มนิ่ม
    2. ทำไส้ให้ข้น (2-3 นาที) ผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำเปล่าให้ละลาย เทลงในกระทะแล้วคนต่อจนไส้ข้นขึ้น จากนั้นปิดไฟและพักให้เย็นประมาณ 15-20 นาที
    3. เตรียมแป้งและใส่ไส้ (10 นาที) เตรียมแป้งพายตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์ ตักไส้ผลไม้ประมาณ 25-30 กรัมลงตรงกลางแป้งแต่ละแผ่น โดยเว้นขอบไว้สำหรับปิดแป้ง
    4. พับและปิดขอบ (5-10 นาที) พับแป้งปิดไส้แล้วใช้ส้อมกดขอบให้แน่น เพื่อช่วยป้องกันไส้ไหลออกระหว่างอบ
    5. อบพาย (15-25 นาที) นำเข้าอบตามอุณหภูมิและเวลาที่ผู้ผลิตแป้งแนะนำ จนแป้งสุกและมีสีเหลืองทอง
    6. พักให้เย็น (10-15 นาที) นำพายออกจากเตาอบ พักบนตะแกรงก่อนบรรจุ เพื่อให้ไอน้ำระบายออกและช่วยรักษาเนื้อสัมผัสของแป้ง

เวลาที่ใช้โดยประมาณ: 55-80 นาที รวมเวลาพักไส้ให้เย็น แต่ไม่รวมเวลาละลายแป้งแช่แข็ง (หากมี)

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถเปลี่ยนไส้ตามความต้องการของลูกค้า เช่น แอปเปิล สับปะรด หรือผลไม้ที่เหมาะกับการนำมาทำขนม รวมถึงปรับเป็นพายชิ้นเล็กสำหรับจัดชุดของว่าง เหมาะกับร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และการขายตามเทศกาล โดยควรเลือกไส้ที่มีความชื้นเหมาะสม เพื่อไม่ให้แป้งพายแฉะง่าย หากเลือกเป็น พายแช่แข็งก็จะยิ่งสะดวกในการเตรียมสินค้ามากขึ้นค่ะ

12. พายคาวไส้ไก่

พายคาวไส้ไก่

ส่วนผสม

    • แป้งพายสำเร็จรูป ตามจำนวนที่ต้องการ
    • เนื้อไก่หั่นเต๋า 150 กรัม
    • หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า ตามชอบ
    • แครอตหั่นเต๋า ตามชอบ
    • เกลือและพริกไทย ตามชอบ
    • น้ำมันพืชเล็กน้อย
    • เครื่องปรุงรสตามต้องการ

วิธีทำ

    1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใส่หอมหัวใหญ่ลงผัดจนเริ่มนิ่ม จากนั้นเติมเนื้อไก่และแครอตค่ะ
    2. ผัดส่วนผสมจนไก่สุกทั่วถึง ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และเครื่องปรุงตามชอบค่ะ
    3. ปิดไฟแล้วพักไส้ให้เย็นสนิทก่อนนำไปใส่ในแป้งพาย เพื่อช่วยลดความชื้นสะสมในแป้งค่ะ
    4. ตักไส้ลงบนแป้งพายในปริมาณพอเหมาะ พับปิดและกดขอบให้แน่นค่ะ
    5. นำเข้าอบตามอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะกับแป้งพายที่ใช้ เมื่อขนมสุกแล้วพักให้คลายร้อนก่อนบรรจุค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: เพิ่มไส้คาวรูปแบบอื่น เช่น ไก่เห็ดรวม ผักรวม หรือไส้กรอกชีส เพื่อเพิ่มตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ชอบของว่างรสเค็ม เหมาะกับร้านกาแฟ โรงแรม ร้านเบเกอรี่ และธุรกิจจัดเลี้ยงที่ต้องการเมนูขนาดพอดีคำ ควรจัดการไส้ให้สุกและพักให้เย็นก่อนประกอบขนม พร้อมควบคุมการเก็บรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ

13. วาฟเฟิล

วาฟเฟิล

ส่วนผสม

    • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม
    • ไข่ไก่ 1 ฟอง
    • นมสด 150 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลทราย 30 กรัม
    • เนยสดละลาย 30 กรัม
    • ผงฟู 1 ช้อนชา
    • ท็อปปิงตามชอบ เช่น ช็อกโกแลตหรือผลไม้

วิธีทำ

    1. ผสมแป้งสาลี น้ำตาลทราย และผงฟูเข้าด้วยกันค่ะ
    2. เติมไข่ไก่ นมสด และเนยละลายลงไป คนจนส่วนผสมเนียนและไม่เห็นผงแป้งค่ะ
    3. อุ่นเครื่องทำวาฟเฟิลให้ร้อนตามคำแนะนำของเครื่อง จากนั้นทาเนยบาง ๆ หากจำเป็นค่ะ
    4. ตักส่วนผสมแป้งลงในเครื่อง ปิดฝาและอบจนวาฟเฟิลสุกตามเวลาที่กำหนดค่ะ
    5. นำวาฟเฟิลออกจากเครื่อง จัดใส่จานหรือกล่อง แล้วเพิ่มท็อปปิงตามต้องการก่อนเสิร์ฟค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: เพิ่มท็อปปิง เช่น ช็อกโกแลต ฝอยทอง ลูกเกด กล้วย น้ำผึ้ง หรือผลไม้ รวมถึงทำวาฟเฟิลขนาดเล็กสำหรับจัดชุดของว่าง เหมาะกับร้านเครื่องดื่ม คาเฟ่ ร้านขนม และแผงขายในตลาดนัด หากต้องการเพิ่มมูลค่า ควรแยกราคาวาฟเฟิลพื้นฐานกับท็อปปิงพิเศษให้ชัดเจน เพื่อให้คำนวณต้นทุนและตั้งราคาได้ง่ายค่ะ

14. คุกกี้เนย

คุกกี้เนย

ส่วนผสม

    • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม
    • เนยสดชนิดจืด 100 กรัม
    • น้ำตาลทราย 60 กรัม
    • ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

    1. นำเนยสดที่พักไว้จนนิ่มใส่ภาชนะ เติมน้ำตาลทราย แล้วตีจนส่วนผสมเข้ากันค่ะ
    2. ใส่ไข่ไก่ลงไป ตีให้เข้ากัน จากนั้นทยอยเติมแป้งสาลีค่ะ
    3. ใช้พายยางคนส่วนผสมจนรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน หากแป้งนิ่มเกินไป สามารถพักในตู้เย็นช่วงสั้น ๆ เพื่อให้ขึ้นรูปง่ายขึ้นค่ะ
    4. ปั้นหรือบีบแป้งเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วเรียงลงบนถาดอบที่รองกระดาษอบไว้ค่ะ
    5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียสจนคุกกี้สุก จากนั้นพักให้เย็นสนิทก่อนบรรจุในถุงหรือกล่องที่ปิดได้ค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถเพิ่มส่วนผสม เช่น ช็อกโกแลตชิป ถั่ว หรือผงโกโก้ รวมถึงจัดเป็นคุกกี้รวมรสในกล่องของขวัญ เหมาะกับการขายออนไลน์ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และการจำหน่ายในช่วงเทศกาล ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทและป้องกันความชื้น หรือเลือกคุกกี้แช่เเข็งสำเร็จรูปจาก Miss Mamon ที่จะช่วยให้การขายขนมสะดวกยิ่งขึ้นแบบไม่ต้องลงมือทำเองค่ะ

15. ขนมปังเจไส้เห็ด

ขนมปังเจไส้เห็ด

ส่วนผสม

    • แป้งขนมปัง 250 กรัม
    • ยีสต์แห้ง 4 กรัม
    • น้ำตาลทราย 20 กรัม
    • เกลือ 3 กรัม
    • น้ำอุ่นประมาณ 150 มิลลิลิตร
    • น้ำมันพืช 20 กรัม
    • เห็ดหั่นชิ้นเล็ก ตามชอบ
    • เครื่องปรุงที่เหมาะกับอาหารเจ

วิธีทำ

    1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่เห็ดลงผัดจนสุก ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงเจ จากนั้นพักไส้ให้เย็นค่ะ
    2. ผสมแป้งขนมปัง ยีสต์ น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกัน เติมน้ำอุ่นและน้ำมันพืชแล้วนวดจนแป้งเนียนค่ะ
    3. คลุมแป้งแล้วพักไว้จนขึ้นฟูประมาณ 2 เท่า จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนตามขนาดที่ต้องการค่ะ
    4. แผ่แป้งให้เป็นแผ่น ใส่ไส้เห็ดตรงกลาง แล้วห่อปิดให้มิดชิด วางลงบนถาดอบและพักให้แป้งขึ้นฟูอีกครั้งค่ะ
    5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 170-180 องศาเซลเซียสจนขนมปังสุก พักให้คลายร้อนก่อนบรรจุ โดยตรวจสอบว่าวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเป็นไปตามข้อกำหนดอาหารเจค่ะ

แนวทางต่อยอดเมนู: สามารถปรับขนมปังเจเป็นไส้เห็ดรวม ผักปรุงรส หรือโปรตีนจากพืชที่เหมาะกับอาหารเจ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า เหมาะกับการขายในช่วงเทศกาลกินเจ ร้านอาหารเจ และร้านที่ต้องการมีเมนูสำหรับผู้ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ ควรตรวจสอบส่วนผสม เครื่องปรุง และกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดอาหารเจก่อนนำไปจำหน่ายค่ะ

อ่านเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขายขนม : ขายขนมอะไรดี ไอเดียขนมลงทุนน้อย ขายง่าย พร้อมสร้างอาชีพ

เลือกเมนูทำขายอย่างไรให้มีโอกาสทำกำไร

คำนวณต้นทุนต่อชิ้นหรือกล่องก่อนตั้งราคา

ก่อนตั้งราคาขาย ควรคำนวณต้นทุนให้ครบทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการผลิต เพื่อให้ทราบต้นทุนจริงและกำหนดราคาขายได้เหมาะสม โดยสามารถใช้สูตรคำนวณพื้นฐานดังนี้

    1. สูตรการคำนวณขั้นพื้นฐาน

      • ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้จริง = (ราคาวัตถุดิบเต็ม ÷ น้ำหนักเต็ม) × น้ำหนักที่ใช้จริง
      • ต้นทุนรวมต่อชิ้น = (ต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด + ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ + ค่าแรง + ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแก๊ส) ÷ จำนวนชิ้นที่ทำได้ต่อรอบ

หากจำหน่ายเป็นกล่อง ให้นำต้นทุนต่อชิ้นคูณด้วยจำนวนชิ้นในกล่อง แล้วบวกต้นทุนกล่องและวัสดุบรรจุภัณฑ์เพิ่มเติมที่ยังไม่ได้รวมไว้

เลือกเมนูให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า

    • ขายหน้าโรงเรียน: พิจารณาขนมชิ้นเล็ก ขนมปัง หรืออาหารที่รับประทานง่าย โดยตรวจสอบกฎของสถานที่ก่อน
    • ขายในตลาดนัด: เลือกเมนูที่จัดเสิร์ฟสะดวกและมีราคาเหมาะกับลูกค้าในพื้นที่ที่สำคัญ ศึกษาพื้นที่ตลาดนั้นว่ามีขายอะไรบ้างแล้ว ร้านไหน เมนูไหนขายดี ตั้งราคาเท่าไร และสินค้าของเราจะแตกต่างอย่างไร
    • ขายออนไลน์: เน้นสินค้าที่บรรจุและขนส่งได้เหมาะสม พร้อมแจ้งวิธีเก็บรักษาและสินค้าออนไลน์ ควรเป็นขนมที่เก็บได้นาน 1 อาทิตย์ขึ้นไป เผื่อระยะเวลาในการขนส่ง และไม่แตกหักเสียหายง่าย
    • ขายในร้านกาแฟ: เลือกขนมที่เข้ากับเครื่องดื่ม เช่น บราวนี่ คุกกี้ ขนมปัง และครัวซองต์เมนูจับคู่ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายต่อบิลของคุณ ให้ได้ยอดขายที่สูงขึ้น

ควรเริ่มจากเมนูหลัก 2-3 รายการ ทดลองขายและจดบันทึกผลก่อนเพิ่มสินค้าใหม่

วางแผนสต็อกเพื่อลดของเหลือ

จดบันทึกยอดขาย ปริมาณสินค้าที่เหลือ และช่วงเวลาที่ขายดี เพื่อนำมาวางแผนการผลิตในครั้งต่อไป สำหรับเบเกอรี่ ควรเลือกวิธีเก็บรักษาให้เหมาะกับสินค้าและตรวจสอบอายุการเก็บรักษาก่อนจำหน่าย

สำหรับร้านกาแฟที่อยากเพิ่มเมนูขนมให้หลากหลาย ลองดูไอเดียขนมในคาเฟ่ เพื่อเลือกเบเกอรี่ที่เข้ากับเครื่องดื่ม ตอบโจทย์ลูกค้า และต่อยอดโอกาสในการขายของร้านค่ะ

เบเกอรี่ขายส่งและเบเกอรี่แช่แข็งจาก Miss Mamon ตัวช่วยสำหรับธุรกิจที่อยากเริ่มขายขนม

การรับเบเกอรี่สำเร็จรูปหรือเบเกอรี่แช่แข็งมาจำหน่าย เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระในการผลิตขนมเองทั้งหมด โดย Miss Mamon มีบริการเบเกอรี่ขายส่งให้เลือกหลายรูปแบบ ผู้ประกอบการสามารถเลือกสินค้าให้เหมาะกับรูปแบบร้านและกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นครัวซองต์ ขนมปัง คุกกี้ เค้ก พาย หรือเบเกอรี่สำหรับจัดกล่องและงานจัดเลี้ยง รวมถึงตัวเลือกเบเกอรี่เจสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นมังสวิรัติ ไม่ทานเนื้อสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีโรงงานผลิตเบเกอรี่ที่ผลิตตามโจทย์ธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาสินค้าในรูปแบบของตัวเอง

การเลือกใช้เบเกอรี่ขายส่งจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสินค้าในร้าน แต่ยังช่วยให้การจัดการธุรกิจสะดวกขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและการผลิต เพิ่มความหลากหลายให้เมนูของร้าน วางแผนปริมาณสินค้าได้สะดวกขึ้น และมีเวลาโฟกัสกับการขายและการบริการมากขึ้น ทั้งนี้ ก่อนเลือกเบเกอรี่มาจำหน่าย ควรพิจารณาต้นทุนต่อชิ้น ราคาขาย อายุสินค้า วิธีเก็บรักษา และความต้องการของกลุ่มลูกค้า เพื่อวางแผนกำไรและลดความเสี่ยงจากสินค้าคงเหลือได้เหมาะสมค่ะ

  •  

เบเกอรี่จาก Miss Mamon ตัวช่วยต่อยอดเมนูทำขายสำหรับธุรกิจ

การเลือกเมนูที่ทำขายง่าย และได้กำไรดี ควรพิจารณาทั้งความต้องการของลูกค้า ต้นทุน และความพร้อมในการผลิตหรือจัดหาสินค้า สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายให้เมนู โดยไม่ต้องพัฒนาขนมทุกชนิดเอง Miss Mamon มีบริการเบเกอรี่ขายส่งและรับผลิตเบเกอรี่ OEM เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจที่แตกต่างกันมีเมนูหลากหลายกว่า 400 รายการ พร้อมบริการทั้งในรูปแบบเบเกอรี่แช่แข็ง (Frozen Foods) เบเกอรี่แช่แข็งพร้อมอุ่น (Par-Baked) ทั้ง 2 ชนิดช่วยลดเรื่องการสูญเสียได้ดี หรือจะเป็นแบบเบเกอรี่อบสำเร็จพร้อมทาน ( Ready to Serve) ก็มีพร้อมบริการให้เหมาะกับรูปแบบของธุรกิจคุณ

นอกจากเบเกอรี่พร้อมจำหน่ายแล้ว ยังสามารถพัฒนาสูตรและรูปแบบขนมให้สอดคล้องกับโจทย์ของแต่ละธุรกิจได้ ทั้งการปรับรสชาติ ขนาด รูปแบบสินค้า และรายละเอียดต่าง ๆ ให้เข้ากับ Concept ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ขนม ร้านค้า คาเฟ่ โรงแรม หรือธุรกิจจัดเลี้ยง โดยกระบวนการผลิตมีมาตรฐาน GHPs / HACCP รองรับ

หากกำลังวางแผนเริ่มต้นขายขนมหรือต่อยอดเมนูเดิม สามารถเลือกเบเกอรี่ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าและรูปแบบการขาย พร้อมวางแผนต้นทุน ปริมาณสินค้า และราคาจำหน่ายให้เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจบริหารจัดการได้สะดวกและมีโอกาสเติบโตในระยะยาวค่ะ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มต้นขายอะไรดีถ้ามีทุนน้อย?

ควรเลือกเมนูที่ใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ไม่ซับซ้อน เริ่มจากปริมาณที่เหมาะสมกับงบประมาณและทดลองตลาดก่อน เช่น ขนมปังแพ ขนมปังมินิบอล บราวนี่ ขนมเค้กถาด โดยคำนวณต้นทุนต่อชิ้นและราคาขายให้ชัดเจนก่อนเริ่มจำหน่ายค่ะ

เบเกอรี่อะไรเหมาะกับการรับไปขายต่อ?

ขึ้นอยู่กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายร้านหรือธุรกิจของคุณ ควรพิจารณาตลาด การแข่งขัน ความแตกต่าง ที่สำคัญ คือ คุณภาพและความอร่อยของเบเกอรี่ที่คุณรับไปขายต่อ โดย มิส มาม่อน มีบริการเบเกอรี่ยกกล่อง ที่การันตีคุณภาพ วัตถุดิบดีคุ้มราคา นำไปจัดเบรค ออกงาน ขายต่อได้ พร้อมบริการส่งถึงที่ ไม่ว่าจะเป็น ครัวซองต์ พาย บราวนี่ ทาร์ตไข่ ทอฟฟี่เค้ก เค้กกล้วยหอม เค้กถาด มัฟฟิน โรลเค้ก ชิฟฟ่อน และอีกมาก

เบเกอรี่แช่แข็งนำมาขายได้อย่างไร?

ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดย Frozen Bakery ต้องเตรียมตามคำแนะนำของผู้ผลิต ส่วน Par-Baked ต้องอบหรืออุ่นต่อก่อนเสิร์ฟ 2 แบบนี้ข้อดีคือ การเก็บรักษาได้นาน 90 วัน ลดการสูญเสียได้เป็นอย่างดี และ Ready to Serve เป็นสินค้าพร้อมทานหรือพร้อมเสิร์ฟตามเงื่อนไขที่กำหนด ข้อดีคือ ลดภาระเชฟ การผลิตได้เลย บริการส่งถึงที่ พร้อมเสิรฟ์หรือรับประทานทันที จึงควรตรวจสอบวิธีเก็บรักษาและเตรียมสินค้าก่อนจำหน่ายค่ะ

คำนวณกำไรจากการขายอาหารและเบเกอรี่อย่างไร?

นำรายได้จากการขายหักต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินกำไรที่แท้จริง โดยควรคำนวณต้นทุนต่อชิ้นหรือกล่องและตั้งราคาขายให้เหมาะสมค่ะ

Miss Mamon มีเบเกอรี่ขายส่งอะไรบ้าง?

Miss Mamon มีบริการเบเกอรี่ที่หลากหลายครบวงจรที่สุดกว่า 400 รายการ ไม่ว่าจะเป็น ครัวซองต์ พาย บราวนี่ ทาร์ตไข่ ทอฟฟี่เค้ก เค้กกล้วยหอม เค้กถาด มัฟฟิน โรลเค้ก ชิฟฟ่อน และอีกมากหมาะสำหรับร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจที่ต้องการเพิ่มสินค้าเบเกอรี่ไปจำหน่ายหรือจัดเสิร์ฟ โดยสามารถสอบถามรายการสินค้าและเงื่อนไขการสั่งซื้อได้ค่ะ ฝ่ายขายพร้อมให้บริการ แนะนำ ประเภทขนม ราคาที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

ร้านค้าสามารถสั่งเบเกอรี่จาก Miss Mamon ไปขายต่อได้หรือไม่?

ได้ค่ะ ธุรกิจสามารถสั่งเบเกอรี่จาก Miss Mamon โดยมีเบเกอรี่ในหมวด NO LOGO สามารถเลือกเบเกอรี่ที่ขายดี การันตีว่าขายได้ ลูกค้าชื่นชอบ ใช้วัตถุดิบดี ไม่ใส่สารกันเสีย 0% Transfat ไปวางขาย ติดโลโก้ในร้านคุณ ที่สำคัญ ไม่ต้องสั่งปริมาณมาก โดยควรตรวจสอบประเภทสินค้า ปริมาณสั่งซื้อ และเงื่อนไขการจัดส่งให้เหมาะกับรูปแบบร้านก่อนสั่งซื้อค่ะ

Miss Mamon มีเบเกอรี่แช่แข็งสำหรับธุรกิจหรือไม่?

Miss Mamon มีบริการเบเกอรี่สำหรับธุรกิจในรูปแบบ Frozen Bakery, Par-Baked และ Ready to Serve โดยรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและเงื่อนไขการให้บริการ แนะนำให้สอบถามทีมงานเพื่อยืนยันรายการสินค้าที่ต้องการค่ะ

Miss Mamon มีบริการ OEM สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์เบเกอรี่ของตัวเองหรือไม่?

มีบริการ OEM สำหรับธุรกิจที่ต้องการพัฒนาเบเกอรี่ให้เหมาะกับแบรนด์ของตนเอง โดยสามารถปรึกษาเรื่องแนวคิดสินค้า สูตร รูปแบบผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงคำแนะนำด้านราคาและประเภทสินค้าที่เหมาะกับธุรกิจ ทั้งนี้รายละเอียดขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและข้อตกลงในการให้บริการค่ะ นอกจากนี้ ยังมีบริการ SNACKBOX OEM รับผลิต สแนกบ๊อกในแบรนด์ของลูกค้า โดยเบเกอรี่พรีเมี่ยมของมิส มาม่อน พร้อมบริการเครื่องดื่ม และ บรรจุกล่องพร้อมขายให้เสร็จ